อากรแสตมป์ไทยยึดรัฐเชียงตุง ในพม่า (2486)

ในปี พ.ศ. 2486 ไทยยึดรัฐเชียงตุงในพม่า และได้มีการออกอากรแสตมป์รูปพระสยามเทวาธิราช ครบชุด 4 ดวง ชนิดราคา 5 สตางค์, 10 สตางค์ 25 สตางค์ และ 1 บาท

thailand_revenue_shentung

เอกสารเขียนลงวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2487 ติดอากรแสตมป์รูปพระสยามเทวาธิราช ชนิดราคา 5 สตางค์.thailand_revenue_shentung2.png อ่านเพิ่มเติม “อากรแสตมป์ไทยยึดรัฐเชียงตุง ในพม่า (2486)”

โฆษณา

การสถาปนากระทรวงยุติธรรมและความเปลี่ยนแปลงทางการศาลไทย

การสถาปนากระทรวงยุติธรรมและความเปลี่ยนแปลงทางการศาลไทย
อันเนื่องจากการสถาปนากระทรวงยุติธรรม

วิกฤตกาลทางการศาลทั้งสี่ประการดังกล่าวมาแล้วทำให้เกิดความเคลื่อนไหวที่จะปฏิรูประบบกฎหมายและการศาลไทยโดยเร่งด่วนที่สุดเท่าที่จะ ทำได้ รัชกาลที่ ๕ ทรงตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องหามาตรการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการศาลไทยใหม่หมด ดังจะเห็นได้จากพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า “การในกรมลูกขุนหรือจะว่ารวบยอดว่าการในกรมยุตติธรรมทั้งปวง ซึ่งแยกไปเป็นหลายกรมนั้นจึ่งได้ทรุดโทรมเสื่อมทรามมาช้านานพ้นกำลังที่จะแก้ไขให้ดีขึ้นในแบบเดิมนี้ได้ จึ่งเป็นการจำเป็นที่จะต้องแก้ไขเปลี่ยนรูปของกระทรวงยุตติธรรมนี้ใหม่ ให้เป็นทางอันคิดคราวเดียวตลอดเรื่อง ไม่เป็นแค่คิดปุยาแก้ไขครั้งหนึ่งคราวหนึ่ง การตำแหน่งยุตติธรรมในเมืองไทยนี้ เปรียบเสมือนเรือกำปั่นที่ถูกเพรียงแลปลวกกินผุโทรมลำ แต่ก่อนทำมานั้นเหมือนรั่วแห่งใดก็เข้าไม้ตามอุดยาแต่ฉะเพาะตรงที่รั่วนั้นที่อื่นก็โทรมลงไปอีก ครั้นช้านานเข้าก็ยิ่งชำรุดหนักลงทั้งลำ เป็นเวลาสมควรที่ต้องตั้งกงขึ้นกระดานใหม่ให้เป็นของมั่นคงถาวรสืบไป แลเป็นการสำคัญยิ่งใหญ่ที่จะต้องรีบจัดการโดยเร็ว หาไม่ก็จะต้องจมลง ด้วยผุยับไปเหมือนเรือกำปั่นที่ชำรุดเหลือที่จะเยียวยา จนต้องจมลงฉะนั้น” นอกจากนั้นยังมีแรงกดดันมาจากเจ้านายและข้าราชการที่มีหัวก้าวหน้าซึ่งต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงในราชการแผ่นดินโดยเฉพาะในด้านที่เกี่ยวกับความยุติธรรม เจ้านายและข้าราชการกลุ่มนี้ได้แก่ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤติธาดา สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมพระสวัสดิ์วัตนวิศิษฎ์ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ พระยามหาโยธา (นกแก้ว คชเสนี) พระยาอภัยพิพิธ (สุ่น ศาสตรภัย) เป็นต้น ซึ่งมีคำกราบบังคมทูลความเห็นจัดการเปลี่ยนแปลงราชการแผ่นดินตอนหนึ่งว่า

อ่านเพิ่มเติม “การสถาปนากระทรวงยุติธรรมและความเปลี่ยนแปลงทางการศาลไทย”