แสตมป์ตันตราภัณฑ์ เชียงใหม่

‘ตันตราภัณฑ์’ ตำนานห้างสรรพสินค้าแห่งแรกในเชียงใหม่

คนเชียงใหม่ที่มีอายุเกิน 30 ปีคงคุ้นเคยกับห้างสรรพสินค้าแห่งแรกของเชียงใหม่ ‘ตันตราภัณฑ์’ เป็นอย่างดี ห้างสรรพสินค้าอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คนเชียงใหม่มาอย่างยาวนานมากกว่า 50 ปี ถือกำเนิดมาจากร้านขายของชำเล็กๆ แห่งหนึ่งย่านตลาดวโรรส ในชื่อร้าน ‘ตันฮั่วง้วน’ ของ ‘เถ้าแก่ง่วนชุน แซ่ตั้ง’ (ต้นตระกูลตันตรานนท์) โดยได้ขึ้นมาปักหลักค้าขายที่เชียงใหม่ด้วยการเปิดร้านโชห่วย จำหน่ายสินค้าทุกชนิดตั้งแต่ เกลือ กะปิ น้ำปลา ยันอาหารกระป๋องและบุหรี่ของอังกฤษ ในสมัยนั้นตลาดวโรรสหรือกาดหลวงนอกจากเป็นตลาดแห่งแรกแล้วยังเป็นตลาดสดที่ใหญ่ที่สุดของเชียงใหม่ ซึ่งการได้ทำเลร้านที่ยอดเยี่ยมในสมัยนั้นทำให้ร้านตันฮั่วง่วนสามารถสะสมกำไรมากพอที่จะขยายตัวในเวลาต่อมา

ใน ‘ภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2’ ยังเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดอีกจุดหนึ่ง เนื่องจากเกิดขาดแคลนสินค้าอุปโภค-บริโภคอย่างรุนแรงในช่วงสงคราม จึงเป็นเงื่อนไขที่ดีสำหรับการทำกำไรของพ่อค้า ตัวอย่างเช่น เกลือในกรุงเทพฯ ราคาหาบละ 6-7 บาท พอขึ้นมาถึงเชียงใหม่กลับสูงถึงหาบละ 200 บาท ‘ตันฮั่วง้วน’ ของเถ้าแห่ง่วนชุนก็ได้กำไรจากวิกฤตการณ์ดังกล่าวเช่นกัน จึงอาจกล่าวได้ว่าตันตราภัณฑ์เติบโตมาจากลักษณะพิเศษของตลาดระหว่างและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ในปี พ.ศ. 2485 ชื่อตันฮั่วง้วนถูกเปลี่ยนเป็น ‘ตันตราภัณฑ์’ ก่อนที่จะขยายสาขามาตั้งที่ท่าแพ ซึ่งเป็นที่ตั้งตันตราภัณฑ์สาขาแรก การเปลี่ยนแปลงชื่อก็เนื่องมาจากกระแสการเมืองในช่วงปี 2481-2486 พ่อค้าจีนในภาคเหนือถูกจำกัดบทบาทโดยรัฐบาลมีประกาศให้เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน เชียงราย แพร่ อุตรดิตถ์ เป็นเขตหวงห้ามสำหรับคนต่างด้าวและยุคนั้นคนต่างด้าวมีจำนวนมากที่สุดก็คือ ‘คนจีน’ ดังนั้นพ่อค้าจีนจึงต้องมีการปรับตัวค่อนข้างมาก

เมื่อเปิดสาขาที่ท่าแพในปี พ.ศ. 2494 ขณะนั้นตันตราภัณฑ์มีลักษณะเป็นห้างชั้นเดียวขนาด 4,000 ตารางเมตร สินค้าที่ขายก็เหมือนห้างสรรพสินค้าในปัจจุบัน สินค้าในห้างตันตราภัณฑ์มีการติดราคาไว้ทุกชิ้นไม่มีการต่อรองราคาเหมือนร้านค้าทั่วไป และยังเป็นห้างแรกๆ ในประเทศที่มีแผนกซุปเปอร์มาร์เก็ต แม้แต่ห้างในกรุงเทพฯที่ดังๆในขณะนั้นก็ยังไม่มีแผนกซุปเปอร์มาร์เก็ต โดยเฉพาะสินค้าเครื่องกระป๋อง เหตุที่มีแผนกนี้ในห้างเป็นเพราะตันฮั่วง้วนเดิมขายสินค้าโชห่วยหรือของชำพวกนี้เป็นหลัก สินค้าที่ตันตราภัณฑ์ขายส่วนใหญ่นั้นเป็นสินค้าที่ซื้อตรงจากกรุงเทพฯ ‘คุณธวัช ตันตรานนท์’ บุตรชายซึ่งเข้ามาสืบทอดกิจการจะต้องเดินทางไปซื้อสินค้าที่กรุงเทพฯด้วยตนเอง เพราะสมัยนั้นยังไม่มีเซลล์แมนเดินตลาด สินค้าที่ซื้อส่วนใหญ่ซื้อจากเซ็นทรัลวังบูรพาและสหพัฒนพิบูลย์ บ่อยครั้งที่ต้องเดินทางไปซื้อถึงตลาดฮ่องกง สิงค์โปร์ แม้กระทั่งญี่ปุ่น สินค้าส่วนใหญ่ที่ต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปซื้อนั้นเป็นพวกเสื้อผ้า เครื่องสำอาง เครื่องใช้ในบ้าน จนถึงราวปี 2520 ประเทศไทยสามารถผลิตสินค้าได้เองเกือบทุกชนิดจึงไม่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ ข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือ การจัดร้านและเทคนิคทางการขยายของตันตราภัณฑ์นั้นไม่มีลักษณะเดิมตามห้างในกรุงเทพฯ เหมือนห้างในภูมิภาคอื่นๆ และเหตุผลสำคัญที่ทำให้ตันตราภัณฑ์ทันสมัยไม่แพ้ห้างในกรุงเทพฯในยุคแรกนั้น เป็นเพราะการเดินทางไปฮ่องกงและญี่ปุ่นเพื่อสั่งสินค้า (Take Order) ทำให้มีโอกาสเห็นรูปแบบการพัฒนาทั้งกลยุทธ์การขยาย การวางเลย์เอาท์ของห้างนำมาเป็นแบบอย่างให้กับตันตราภัณฑ์ซึ่งทำให้ลักษณะของห้างดูทันสมัย

การรุกคืบขยายการลงทุนในรูปแบบห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าขนาดใหญ่ของกลุ่มเซ็นทรัล ในปี พ.ศ. 2535 (อุทยานการค้ากาดสวนแก้ว) ทำให้กลุ่มทุนท้องถิ่นอย่างตันตราภัณฑ์เองต้องลงทุนในสเกลขนาดที่ใกล้เคียงกัน (แอร์พอร์ตพลาซ่า) ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีการใช้เม็ดเงินในการลงทุนจำนวนมาก ผลที่ตามมาก็คือเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจทั้งในส่วนของสงครามอ่าวในระลอกแรก และวิกฤติต้มยำกุ้งทั่วเอเชีย ทำให้กลายมาเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในครั้งนั้น ตันตราภัณฑ์ที่เป็นเหมือน 1 ในเสาหลักของค้าปลีกของเชียงใหม่โดนผลกระทบไม่น้อยจนต้องปิดห้างสรรพสินค้าของตัวเองลง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก FB: เครือข่ายพิพิธภัณฑ์กลางเวียงเชียงใหม่ https://www.facebook.com/cm.3museum/posts/2605015672899735/