ตราสัญลักษณ์สวนดุสิต

logo_19

เขตดุสิต หนึ่งในห้าสิบเขตของกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่กว่าสิบตารางกิโลเมตร มีอาณาเขต ทิศเหนือ ติดกับเขตบางซื่อ มีคลองบางซื่อเป็นเส้นแบ่งเขต ทิศตะวันออก ติดกับเขตพญาไทและเขตราชเทวี มีทางรถไฟสายเหนือเป็นเส้นแบ่งเขต ทิศใต้ ติดกับเขตปทุมวัน เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย และเขตพระนคร โดยมีคลองมหานาคและคลองผดุงกรุงเกษม เป็นเส้นแบ่งเขต และทิศตะวันตก ติดกับเขตบางพลัด มีแนวกึ่งกลางแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเส้นแบ่งเขต

ที่มาของเขตดุสิตนั้น มีความเป็นมายาวนาน จากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในการสถาปนาสวนดุสิต เป็นพระราชฐานสำหรับการเสด็จประพาส หลังจากเสด็จพระราชดำเนินกลับจากการประพาสยุโรปครั้งแรกในปลายปี พ.ศ.2440 พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้กรมพระคลังข้างที่ จัดซื้อที่นาที่สวน จากราษฎรทางตอนเหนือของพระนคร และพัฒนาพื้นที่ ตัดถนน แบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ ทรงทดลองนำระบบสาธารณูปโภคอย่างใหม่มาใช้ในพื้นที่เพื่อเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ และปรากฏนาม สวนดุสิตครั้งแรกในประกาศแจ้งความเรื่องสวนดุสิต ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 15 ร.ศ.117 (พ.ศ.2441) ตอนหนึ่งว่า …ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ซื้อที่สวนแลนา ในระหว่างคลองผดุงกรุงเกษมจนถึงคลองสามเสนด้านตะวันออกจดทางรถไฟ ด้วยเงินพระคลังข้างที่ ซึ่งเปนพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อจะได้ทำเปนที่ประทับ และถนนหนทางที่ประพาสต่อไป… พระราชทานชื่อที่ตำบลนี้ว่า สวนดุสิต ผู้ใดจะเรียกชื่อที่นี่ ให้เรียกตามชื่อที่พระราชทานไว้… 

ในเวลาเดียวกันนั้น เมื่อโปรดเกล้าฯให้จัดระบบการปกครองบ้านเมืองอย่างใหม่ขึ้น ประกาศเป็นพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่สำหรับกรุงเทพฯ โดยนำแบบที่ทดลองจัดตามหัวเมืองมาใช้ นั่นคือ การรวมบ้านหลายหลังเป็นหมู่บ้าน รวมหลายหมู่บ้านเป็นตำบล และรวมหลายตำบลเป็นอำเภอ จึงมีหลักฐานในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ.2445 ว่า

…บัดนี้ถึงเวลาที่เจ้าพนักงาน จะได้ลงมือเก็บเงินค่านา จำนวนศก 120 ในแขวงอำเภอดุสิต กรุงเทพฯ ณ ที่ว่าการอำเภอนี้…

และพบในแจ้งความกระทรวงนครบาลเรื่องการย้ายนายอำเภอว่า

…2 ย้ายนายผันนายอำเภอดุสิต มาเปนนายอำเภอในพระนคร

3 ย้ายขุนยี่สารภักดี นายอำเภอสามเพ็งไปเปนนายอำเภอดุสิต รับราชการสนองพระเดชพระคุณต่อไป…

ขอบเขตทางกายภาพของเขตดุสิตมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ไปพร้อมกับประวัติศาสตร์การพัฒนาบ้านเมืองของกรุงเทพมหานคร ในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2451 มีประกาศกระทรวงนครบาล เรื่องรวมอำเภอชั้นใน โดยยกปลัดอำเภอบางซ่มป่อย บางขุนพรหม บางลำพูบน บ้านพานถม สนามกระบือ รวม 5 แห่ง มาสมทบอยู่ที่ว่าการอำเภอดุสิต ริมถนนหลานหลวง และในปี พ.ศ.2458 มีประกาศยกเลิกอำเภอชั้นใน 7 อำเภอ และตั้งอำเภอชั้นในขึ้นใหม่ 25 อำเภอ

โดยมีอำเภอดุสิต เป็นอำเภอหมายเลขที่ 13 ในรายชื่อ พ.ศ.2481 อำเภอบางซื่อซึ่งเป็นอำเภอชั้นนอกทางทิศเหนือ ได้ถูกยุบลงเป็นตำบลมาขึ้นกับอำเภอดุสิต และแยกตำบลสามเสนใน ตำบลมักกะสัน ตำบลทุ่งพญาไท ตำบลถนนเพชรบุรี และตำบลถนนพญาไท ไปรวมกับพื้นที่บางส่วนของอำเภอบางกะปิ เพื่อจัดตั้งเป็นอำเภอพญาไท ในปี พ.ศ. 2509

ภายหลังได้มีการรวมจังหวัดธนบุรีและจังหวัดพระนคร เป็นนครหลวงกรุงเทพธนบุรี และเปลี่ยนเป็นกรุงเทพมหานครในเวลาต่อมา ซึ่งแบ่งพื้นที่ออกเป็นเขตและแขวงแทนอำเภอและตำบล อำเภอดุสิตจึงได้รับการเปลี่ยนแปลงฐานะเป็น เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร มีหน่วยการปกครองย่อย 6 แขวง ได้แก่ แขวงดุสิต แขวงวชิรพยาบาล แขวงสวนจิตรลดา แขวงสี่แยกมหานาค แขวงถนนนครไชยศรี และแขวงบางซื่อ

ต่อมา ในพื้นที่เขตดุสิตมีประชากรเพิ่มมากขึ้นและยังมีพื้นที่กว้างขวาง ดังนั้น เพื่อให้หน่วยงานราชการสามารถดูแลได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง กรุงเทพมหานครจึงได้จัดตั้งสำนักงานเขตดุสิต สาขา 1 รับผิดชอบแขวงบางซื่อ และต่อมามีประกาศกระทรวงมหาดไทยตั้งเป็นเขตบางซื่อในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2532 เขตดุสิตในปัจจุบันจึงมีอยู่ 5 แขวง

สำหรับนามสวนดุสิตนั้น สันนิษฐานว่า น่าจะมีที่มาจากในพื้นที่บริเวณนี้มีวัดเก่านามว่า วัดดุสิต ตั้งอยู่เป็นวัดร้าง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ผาติกรรมวัดดุสิต และวัดแหลมหรือวัดเบญจมบพิตรที่อยู่ไม่ไกลกัน สร้างขึ้นใหม่ พระราชทานนามว่าวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม

สำหรับตราสัญลักษณ์สวนดุสิต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ ออกแบบตามแนวคิดของไทยเป็น รูปเทวดาและปราสาทราชมณเฑียร และตามแนวตะวันตก โดยการนำอักษร จปร.มาผูกกับภาพวิว แต่พระองค์ไม่โปรด จึงมีพระราชดำริให้พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าสวัสดิประวัติ กรมหมื่นสมมติอมรพันธุ์ สืบหาตามคัมภีร์ทางพุทธศาสนา ได้ความว่า สวรรค์ชั้นดุสิตตามนามวังสวนดุสิตนั้น นอกจากจะเป็นพระนครพิมานอุทยานโบกขรณีแล้ว ยังเป็นที่บังเกิดของผู้บำเพ็ญบารมี พระอริยะ และพระโพธิสัตว์

ซึ่งในที่สุด พระองค์มีพระราชหัตถเลขาพระราชทานว่า ตกลงเป็นรูปพระโพธิสัตว์แล้วได้ ตราสวนดุสิตจึงเป็นรูปพระโพธิสัตว์ประทับนั่งห้อยพระบาทขวาบนบังลังก์ดอกบัว มีเรือนแก้วด้านหลังแทนพระรัศมี

ขอบคุณข้อมูลจาก :: https://www.matichon.co.th/columnists/news_1302582