การสถาปนากระทรวงยุติธรรมและความเปลี่ยนแปลงทางการศาลไทย

c43c25b72c5e182700dc89a61b26473d_small

การสถาปนากระทรวงยุติธรรมและความเปลี่ยนแปลงทางการศาลไทย
อันเนื่องจากการสถาปนากระทรวงยุติธรรม

วิกฤตกาลทางการศาลทั้งสี่ประการดังกล่าวมาแล้วทำให้เกิดความเคลื่อนไหวที่จะปฏิรูประบบกฎหมายและการศาลไทยโดยเร่งด่วนที่สุดเท่าที่จะ ทำได้ รัชกาลที่ ๕ ทรงตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องหามาตรการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการศาลไทยใหม่หมด ดังจะเห็นได้จากพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า “การในกรมลูกขุนหรือจะว่ารวบยอดว่าการในกรมยุตติธรรมทั้งปวง ซึ่งแยกไปเป็นหลายกรมนั้นจึ่งได้ทรุดโทรมเสื่อมทรามมาช้านานพ้นกำลังที่จะแก้ไขให้ดีขึ้นในแบบเดิมนี้ได้ จึ่งเป็นการจำเป็นที่จะต้องแก้ไขเปลี่ยนรูปของกระทรวงยุตติธรรมนี้ใหม่ ให้เป็นทางอันคิดคราวเดียวตลอดเรื่อง ไม่เป็นแค่คิดปุยาแก้ไขครั้งหนึ่งคราวหนึ่ง การตำแหน่งยุตติธรรมในเมืองไทยนี้ เปรียบเสมือนเรือกำปั่นที่ถูกเพรียงแลปลวกกินผุโทรมลำ แต่ก่อนทำมานั้นเหมือนรั่วแห่งใดก็เข้าไม้ตามอุดยาแต่ฉะเพาะตรงที่รั่วนั้นที่อื่นก็โทรมลงไปอีก ครั้นช้านานเข้าก็ยิ่งชำรุดหนักลงทั้งลำ เป็นเวลาสมควรที่ต้องตั้งกงขึ้นกระดานใหม่ให้เป็นของมั่นคงถาวรสืบไป แลเป็นการสำคัญยิ่งใหญ่ที่จะต้องรีบจัดการโดยเร็ว หาไม่ก็จะต้องจมลง ด้วยผุยับไปเหมือนเรือกำปั่นที่ชำรุดเหลือที่จะเยียวยา จนต้องจมลงฉะนั้น” นอกจากนั้นยังมีแรงกดดันมาจากเจ้านายและข้าราชการที่มีหัวก้าวหน้าซึ่งต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงในราชการแผ่นดินโดยเฉพาะในด้านที่เกี่ยวกับความยุติธรรม เจ้านายและข้าราชการกลุ่มนี้ได้แก่ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤติธาดา สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมพระสวัสดิ์วัตนวิศิษฎ์ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ พระยามหาโยธา (นกแก้ว คชเสนี) พระยาอภัยพิพิธ (สุ่น ศาสตรภัย) เป็นต้น ซึ่งมีคำกราบบังคมทูลความเห็นจัดการเปลี่ยนแปลงราชการแผ่นดินตอนหนึ่งว่า

“๑. อ้างว่าเป็นธรรมดาผู้มีความกรุณาต่อมนุษย์ด้วยกันทั่วไปต้องประสงค์ที่จะให้มนุษย์มีความสุข ความเจริญ แลได้รับความยุติธรรมเสมอทั่วกัน

๒. อ้างเอาความเจริญความศิวิไลซ์ของชาวยุโรป แลความไม่เจริญของประเทศเอเชีย แล้วจึ่งเห็นต่อไปว่า ใช่แต่เป็นการกีดขวางความเจริญของเอเชียเท่านั้นไม่ แต่ยังเป็นทางกีดขวางความเจริญแห่งประเทศซึ่งเดินทางศิวิไลซ์ด้วย จึงเป็นช่องให้ประเทศหนึ่งประเทศใดในยุโรปคิดเข้าเป็นผู้ปกครองจัดการบ้านเมืองให้เจริญเพื่อจะได้ประโยชน์ทั่วกัน

๓. ยกว่าเคาเวอนเมนต์นั้น ๆ จัดการบ้านเมืองไม่เรียบร้อย จึงมีโจรผู้ร้ายทำอันตรายต่อชีวิต แลทรัพย์สมบัติทั้งปวง แลอันตรายนั้นมาถึงชาวยุโรปที่จะจัดการบ้านเมืองนั้นได้ เพื่อประโยชน์ที่จะได้ให้ความสุขทั่วไปทั้งชาวยุโรปแลคนในชาตินั้น ๆ แลทั้งจะกำจัดคนพาลด้วย”

ในปี ร.ศ. ๑๐๔ (พ.ศ. ๒๔๒๘) พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากรซึ่งในขณะนั้นยังทรงพระยศเป็นกรมหมื่น ได้ทรงทำบันทึกแผนงานสำหรับศาลยุติธรรมขึ้นถวายตามพระราชประสงค์ของรัชการที่ ๕ โดยทรงเสนอความเห็นในอันที่จะรวมการศาลทั้งปวงให้เข้ามาอยู่ในกระทรวงเดียวกัน ปรากฏว่ารัชการที่ ๕ ได้ทรงให้เจ้ากระทรวงต่าง ๆ ประชุมปรึกษาความเห็นที่กรมหลวงพิชิตปรีชากรกราบบังคมทูลเสนอมานี้ แต่บรรดาเจ้ากระทรวงโดยมากเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาอันสมควรและยังไม่สามารถจัดการให้เรียบร้อยได้ในตอนนั้น ความคิดที่จะตั้งกระทรวงยุติธรรมขึ้นก็เป็นอันถูกระงับไประยะหนึ่ง ต่อมาในวันที่ ๓ สิงหาคม ร.ศ. ๑๐๙ (พ.ศ. ๒๔๓๓) พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าสวัสดิโศภนได้ทรงเรียบเรียงความเห็นในการจัดตั้ง กระทรวงยุติธรรมขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายอีกฉบับหนึ่ง ในที่สุดเมื่อปลายปี ร.ศ. ๑๑๐ (พ.ศ. ๒๔๓๔) รัฐบาลไทยก็ได้ออกประกาศตั้งกระทรวงยุติธรรมขึ้น ประกาศนี้ลงวันที่ ๒๕ มีนาคม ร.ศ. ๑๑๐ แต่ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาฉบับประจำวันที่ ๑๐ เมษายน ร.ศ. ๑๑๑

ประกาศพระบรมราชโองการฉบับนี้ถือได้ว่าเป็นก้าวแรกที่สำคัญยิ่งของการปฏิรูปการศาลไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงโครงสร้างของการศาลไทยโดยสิ้นเชิงและเป็นการจัดระเบียบทางการศาลให้เป็นแบบยุโรป โดยตั้งกระทรวงยุติธรรมขึ้นเพื่อเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบทางด้านศาลยุติธรรมอย่างแท้จริงเพียงองค์กรเดียว มีเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมเป็นเจ้ากระทรวงซึ่งมีหน้าที่อำนวยความสะดวกแก่ศาลในการพิจารณาและพิพากษาคดีเท่านั้น ศาลต่างๆในกรุงเทพฯ ที่มีอยู่เดิม ๑๖ ศาล อันได้แก่ ศาลนครบาล ศาลแพ่งเกษม ศาลแพ่งกลาง ศาลกรมวัง ศาลอาญานอก ศาลอุทธรณ์กรมมหาดไทย ศาลกรมนา ศาลกรมท่ากลาง ศาลกรมท่าซ้าย ศาลกรมท่าขวา ศาลต่างประเทศ ศาลราชตระกูล ศาลมรดก ศาลสรรพากร ศาลธรรมการ และศาลฎีกาได้ถูกโอนให้มาขึ้นกับกระทรวงยุติธรรม และยุบรวมเหลือเพียง ๗ ศาล คือ

(๑) ศาลฎีกา (กรมตรวจฎีกา) เปลี่ยนเป็น ศาลอุทธรณ์คดีหลวง

(๒) ศาลอุทธรณ์มหาดไทยเปลี่ยนเป็น ศาลอุทธรณ์คดีราษฎร์

(๓) ศาลนครบาลกับศาลอาญานอก รวมกันแล้วเรียกว่า ศาลพระราชอาญา

(๔) ศาลแพ่งเกษม ศาลกรมวัง ศาลกรมนา รวมกันเป็น ศาลแพ่งเกษม บางทีเรียกว่า ศาลแพ่งเกษมราชสุภาวดี

(๕) ศาลแพ่งกลาง ศาลกรมท่ากลาง ศาลกรมท่าซ้าย ศาลกรมท่าขวา ศาลธรรม-การ ศาลราชตระกูล รวมกันเป็น ศาลแพ่งกลาง บางทีเรียกว่า ศาลแพ่งไกสีราชสุภาวดี

(๖) ศาลสรรพากร ศาลมรดก รวมกันเป็น ศาลสรรพากร

(๗) ศาลต่างประเทศ ยังคงเป็น ศาลต่างประเทศ ตามเดิม

มีอธิบดีสำหรับพิพากษาบังคับบัญชาในการพิจารณาคดีในแต่ละศาลโดยตรง และตั้งกรมรับฟ้องขึ้นในกระทรวงยุติธรรมเพื่อรับฟ้องและเรื่องราวทั้งปวงของราษฎรที่จะเกิดขึ้นใหม่ โดยให้ผู้ประทับฟ้องมีหน้าที่ประทับไปยังศาลทั้งเจ็ดให้ถูกต้องด้วยพระธรรมนูญและตามรูปความที่เป็นแพ่งหรืออาชญามิให้ประทับตามความเป็นพิเศษแห่งบุคคลดังเช่นแต่เดิม เช่น จำเลยเป็นสมในหรือสมนอกเป็นต้น กรมรับฟ้องดังกล่าวทำหน้าที่ประทับรับฟ้องจริง ๆ มิได้เป็นเพียงลูกมือสำหรับรับฟ้องเสนอให้ลูกขุนตรวจอย่างกรมรับฟ้องในศาลหลวงแต่ก่อน เดิมราษฎรบางคนนำคดีไปฟ้องที่ศาลหลวง แต่บางคนก็ทำเป็นเรื่องราวยื่นต่ออธิบดีเจ้ากระทรวงศาลต่าง ๆ ทำให้เกิดความยุ่งยากก้าวก่ายกัน เมื่อตั้งกรมรับฟ้องขึ้นในกระทรวงยุติธรรม จึงห้ามมิให้ราษฎรที่มีอรรถคดีไปยื่นเรื่องราวต่ออธิบดีเจ้ากระทรวงศาลต่าง ๆ อีก เว้นแต่เป็นเรื่องราวร้องทุกข์ด้วยเรื่องในกระทรวงนั้น ๆ จึงทำให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการฟ้องคดีมากขึ้น นอกจากนี้การตั้งกรมรับฟ้องในช่วงเวลาที่มี การปฏิรูประบบการศาลใหม่หมดเช่นนี้เป็นการช่วยบรรเทาความสับสนของราษฎรเกี่ยวกับการฟ้องร้องต่อศาลที่เหมาะสมกับรูปคดีของตนทั้งนี้เพราะศาลต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงและยุบรวมกันมากมาย

ประกาศตั้งกระทรวงยุติธรรมฉบับนี้ถือว่าเป็นขั้นต้นของการวางหลักเกณฑ์ในการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาด้วย กล่าวคือ เมื่อศาลฎีกาเดิมเปลี่ยนเป็นศาลอุทธรณ์คดีหลวงในกระทรวงยุติธรรมสำหรับพิจารณาคดีอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว ก็ให้ยกเอาฎีกาที่ยังค้างศาลอยู่ไปพิจารณาในศาลอุทธรณ์คดีหลวงด้วย แต่ฎีกาที่จะมีต่อไปภายหน้านั้นให้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาได้เฉพาะการร้องทุกข์กล่าวโทษคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหลวงและศาลอุทธรณ์คดีราษฎร์ รวมทั้งการกล่าวโทษเสนาบดีเจ้ากระทรวงต่าง ๆ หรือ ฎีกาซึ่งมีข้อความไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เป็นความกันเท่านั้นและถ้ามีเหตุต้องพิจารณาพิพากษาไต่สวนต่อไปก็ทรงโปรดเกล้าฯ ตั้ง องคมนตรีเป็นครั้งคราวเพื่อชำระไต่สวนหรือทำบันทึกความเห็นทูลเกล้าฯ ถวายเป็นพิเศษ หรือทรงโปรดเกล้าฯ ให้ที่ประชุมเสนาบดีปรึกษาตัดสิน ส่วนความอื่นนอกจากนี้ห้ามมิให้ทำฎีกาขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย

แหล่งที่มา: http://www.supremecourt.or.th/webportal/supremecourt/content.php?content=component/content/view.php&id=83